การบริหารทรัพยากรบุคคล ตามกลยุทธ์การบริหารคนของขงเบ้งแห่งวรรณกรรมสามก๊ก

คนสำราญ งานสำเร็จสุดยอดนักบริหารการศึกษาต้องรู้จักการบริหารคนได้ ใช้คนเป็น วางคนให้เหมาะสมกับงาน ดูแลคนทำงานให้มีความสุข เมื่อคนมีความสุขในการทำงานและอยู่ในองค์กร ผลสำเร็จของงานและความสำเร็จในองค์กรก็จะตามมา นี่คือคำขวัญกลุ่มที่ถือเป็นหัวใจของกลุ่มว่าที่รองผู้อำนวยการสถานศึกษา “สามสำราญ”
sam-samran

เกี่ยวกับเรื่องการบริหารงานบุคคล ขงเบ้ง หรือ จูกัดเหลียง ที่ปรึกษามือหนึ่งแห่งจ๊กก๊ก ของเล่าปี่ ซึ่งเป็นผู้มีความฉลาดหลักแหลมทั้งในเรื่องการบริหารภายในองค์กร การบริหารเชิงกลยุทธ์และนโยบาย ที่เมื่อมารับราชการกับเล่าปี่ ได้แสดงฝีมือพลิกสถานการณ์ของเล่าปี่ จากไม่มีแผ่นดินอยู่ ให้สามารถยึดดินแดนเสฉวนและทำให้เล่าปี่ตั้งตัวเป็นกษัตริย์แห่งจ๊กก๊กได้ในที่สุด ขงเบ้ง ได้เสนอกลยุทธ์ในด้านการบริหารบุคคลไว้ 16 ประการ ดังนี้ 

กลยุทธ์ที่ 1 : การปกครองประเทศ : ยืนหยัดมั่นคงอยู่บนหนทางที่ถูกต้องเฉกเช่นดาวเหนือ
                – การปกครองบ้านเมืองเปรียบได้กับการดูแลครอบครัวเราต้องสร้างรากฐานให้มั่นคงเสียก่อนเมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว ส่วนอื่น ๆ ก็จะมิเกิดความผิดพลาด รากฐานของครอบครัวก็คือ หัวหน้าครอบครัว
                – ในการปกครองประเทศ ผู้ปกครองเปรียบเหมือนดาวเหนือ ซึ่งทำหน้าที่นำทาง
                ขงเบ้ง กล่าวว่า “…ข้าราชบริพารเปรียบเหมือนดวงดาวที่โคจรอยู่ใกล้ดาวเหนือ ประชาชนเปรียบเสมือนบริวารของดาวดวงอื่น ๆ ในท้องฟ้ายามราตรี ตำแหน่งและทิศทางของดาวเหนือต้องไม่เปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้การโคจรของดาวดวงอื่น ๆ สับสน ดังนั้น การเป็นผู้ปกครองที่หนักแน่นและมั่นคง พร้อมด้วยแผนดำเนินการที่เหมาะสม ถือเป็นรากฐานสำหรับการเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็งของรัฐ หรือ องค์กร…”
 
กลยุทธ์ที่ 2 : ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา : จงทำให้ความเคารพนับถือและความจงรักภักดี เป็นโซ่ร้อยรัดระหว่างกัน
                – ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของตนด้วยความเมตตาปรานี
                – ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ปฏิบัติงานของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
                – ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของตนอย่างสุภาพ
                – ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องรับใช้ผู้บังคับบัญชาของตนด้วยความจงรักภักดี
                – ผู้บังคับบัญชามิควรออกคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรแสดงความใส่ใจ เป็นห่วง และชื่นชมด้วย
                – ผู้บังคับบัญชาต้องเมตตาและคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย
                – ผู้ใต้บังคับบัญชาควรยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณธรรมประจำใจ
                – มีเพียงคนชั่วไร้ความภักดีอย่างจริงใจเท่านั้นที่จะกลับกลอกเมื่อต้องตกที่นั่งลำบาก
                – ผู้บังคับบัญชาที่ไม่ไว้วางใจผู้ใต้บังคับบัญชา ในที่สุดก็จะเหลือตัวคนเดียว
                – เมื่อใดที่ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ากันได้ดี ประเทศชาติก็จะมีสันติสุขและเจริญรุ่งเรือง
                – เมื่อใดที่ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน หรือ เกลียดชังกัน ประเทศชาติก็จะมีแต่ความระส่ำระสายและความทุกข์ยาก

กลยุทธ์ที่ 3 : เปิดหูเปิดตาให้กว้าง : จงเป็นผู้นำที่ฉวยโอกาสตามสถานการณ์
          เล่าปี่ : ท่านขงเบ้ง ผู้นำควรเปิดหูเปิดตาให้กว้าง เพื่อที่จะได้รู้สถานการณ์ต่าง ๆ ในบ้านเมืองใช่หรือไม่
          ขงเบ้ง : ถูกต้อง ท่านเข้าใจได้ดีมาก
          เล่าปี่ : ข้าสามารถมองเห็นดวงจันทร์และดวงดาวอันไกลโพ้น
          ขงเบ้ง : การเข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างผิวเผิน ไม่เพียงพอสำหรับการเป็นผู้นำ ท่านจะอ้างว่า ท่านมีสายตาแหลมคมไม่ได้ ถ้าท่านมองไม่เห็นความทุกข์ยากของราษฎร ท่านจะอ้างว่าท่านมีหูไวไม่ได้ ถ้าท่านไม่ได้ยินเสียคร่ำครวญของราษฏร
 
กลยุทธ์ที่ 4 : รับฟังความเห็นของผู้อื่น เปิดใจให้กว้างกับความคิดเห็นของผู้อื่น เพราะคำพูดที่ดีมีแต่ให้ประโยชน์
                – ผู้ปกครองที่ฉลาดควรเปิดใจให้กว้าง กับข้อเสนอแนะ ความเห็น และแม้กระทั่งคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่น
                – ผู้ปกครองที่ฉลาดมักจะแวดล้อมไปด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา
                – ผู้ปกครองที่โง่เขลาก็จะมีแต่ลูกน้องที่ชั่วร้ายประเภทชอบเลียแข้งเลียขารุมล้อม
                ท่านขงเบ้ง กล่าวว่า “…ยาดีมักจะมีรสขม คำแนะนำที่ดีมักจะไม่เสนาะหู ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงส่ง แต่ยินดีรับฟังแม้แต่คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมา นับเป็นบุคคลที่น่ายกย่องสรรเสริญ…”
 
กลยุทธ์ที่ 5 : มีความหยั่งรู้ สามารถเข้าใจรายละเอียดปลีกย่อย และแยกแยะระหว่างความถูกต้องกับความผิดได้ชัดเจน
                – สองอย่างนี้แตกต่างกัน แม้มันจะคล้ายกันมากก็ตาม
                – คนเขลาบางคนเข้าใจผิดคิดว่า หินสีขาว คือ หยกที่มีค่า  และเข้าใจว่า ตาของปลาคือไข่มุก
                – ขุนนางที่ดี กับ ขุนนางที่ชั่วร้าย ต่างกันไกลราวคนละขั้วโลก แต่ก็ยากที่จะแยกแยะ ถ้ามองแต่เพียงภายนอก
                – เราอาจจะถูกชี้นำไปในทางที่ผิด ถ้าตัดสินอย่างผิวเผิน จากคำพูดและการวางตัว
                – ผู้ปกครองจะต้องตัดสินด้วยความรอบคอบอย่างมากว่า อะไรถูก อะไรผิด

กลยุทธ์ที่ 6 : การบริหารคน ให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อชักจูงให้มาเป็นพวกเดียวกัน
                – ผู้ปกครองประเทศต้องให้ราษฎรรู้ถึงเป้าหมายและแผนการของตน เพื่อจะได้เข้าใจนโยบายของราชสำนัก
                – ผู้ปกครองประเทศต้องร่างระบบกฏหมายที่ครอบคลุมขึ้นมาเป็นสิ่งแรก
                – และต้องให้ประชาชนรับรู้โดยทั่วถึงกัน
                – เมื่อประชาชนรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ก็จะสามารถชนะสงครามได้ทุกครั้ง

กลยุทธ์ที่ 7 : การสรรหาบุคลากร สรรหาผู้ที่เหมาะสมและว่าจ้างผู้ที่มีความรู้ความสามารถ
          – หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของการปกครองประเทศ คือ การบรรจุคนที่ตรงไปตรงมา มีความรู้ความสามารถในตำแหน่งสำคัญ ๆ เพื่อป้องกันการใช้เล่ห์เหลี่ยม ประจบสอพลอ และฉกฉวยประโยชน์ใส่ตน
          – หลักสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพ คือ ควบคุมการหายใจให้สม่ำเสมอ และสร้างสมพลังหลักสำคัญในการบริหารประเทศ คือ การสรรหาผู้ที่เหมาะสมและว่าจ้างผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน
          – ประเทศที่ผู้ปกครองมีความรู้ความสามารถเปรียบเสมือนบ้านที่มีเสาหลักคอยค้ำจุน
          – ต้นไม้ที่ให้เนื้อไม้ที่ดีสำหรับนำมาทำเป็นเสาหลักได้ มักจะถูกพบในป่าลึกบนภูเขาที่ห่างไกล คนมีความสามารถเหมาะสมที่จะช่วยนำความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศชาติ มักจะปะปนอยู่ในกลุ่มคนธรรมดาสามัญ ซึ่งจะต้องค้นหาอย่างตั้งใจจริง
          – ผู้ปกครองประเทศจะสร้างสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติได้ต้องมีคนดีมีฝีมือเข้ามาช่วยทำงาน
          – นักปราชญ์โบราณ พยายามอย่างมากที่จะเสาะหาคนดีมีความรู้ ความสามารถ
          – คนดีมีฝีมือเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความสำเร็จในทุกกิจการ

กลยุทธ์ที่ 8 : การประเมินผลงาน ส่งเสริมคนดีมีปัญญาและถอดถอนคนเลว
          – ถ้าผู้ปกครองต้องการให้ราชสำนักปราศจากการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีความเข้มแข็งมั่นคงและเจริญรุ่งเรือง เขาจำเป็นต้องจัดให้มีการประเมินผลการทำงานของเหล่าขุนนาง
         – ผู้ที่มีผลงานดีเยี่ยม สมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ผู้ที่ไม่มีผลงานก็สมควรถูกปลด 
Q : การประเมินผลงานเป็นสิ่งสำคัญ เกณฑ์ในการประเมินมีอะไรบ้าง ?
A :  ผู้ปกครองจะต้องเข้าใจความทุกข์ยากของราษฎรและใช้ความรู้สึกของราษฎรเป็นเกณฑ์ในการประเมินเหล่าขุนนาง
          – ขุนนางบางคนใช้อำนาจไปในทางมิชอบ หาประโยชน์ให้ตัวเอง หลอกลวงผู้บังคับบัญชา และกดขี่ข่มเหงราษฎร
          – ขุนนางอีกประเภทหนึ่ง คือ ไม่ทำตามกฎหมายบ้านเมือง และใช้วิธีการลงโทษตามความพอใจของตนเอง

Q : มีขุนนางบางประเภทรวมตัวกันเป็นก๊กเป็นเหล่าแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวจากเงินของประเทศ
A : ขุนนางที่ฉ้อราษฎรบังหลวงทุกคนต้องถูกปลดออกให้หมด
          – ผู้ปกครองที่โง่เขลา มักจะมีวิสัยทัศน์แคบ และชอบใช้ความรู้สึกส่วนตัว เป็นเกณฑ์ตัดสินการประเมินผู้ใต้บังคับบัญชา

Q : ท่านใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเลื่อนตำแหน่ง หรือ ปลดผู้ใต้บังคับบัญชา ?
A : ก็ใช้เกณฑ์ที่ว่า เขาอุทิศเพื่อความสำเร็จของราชสำนักหรือไม่ การใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาเป็นเกณฑ์ตัดสิน เป็นสิ่งอันตราย
 
กลยุทธ์ที่ 9 : การบริหารจัดการกองทัพ วางแผนยุทธศาสตร์ให้รัดกุมแล้วจะเป็นผู้ชนะ
          – การระดมผล การเปิดฉากสงคราม และการป้องกันประเทศ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะต้องไม่ด่วนตัดสินใจ

กลยุทธ์ที่ 10 : การให้รางวัลและการลงโทษ ใช้ระบบการให้รางวัลและการลงโทษ เพื่อการจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
          – ผู้ปกครองที่ต้องการให้มีการปกครองที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ต้องรู้จักให้รางวัลผู้ทำความดี และลงโทษผู้กระทำผิด
          – การให้รางวัลและการลงโทษต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม
          – การให้รางวัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับยศตำแหน่ง แต่ขึ้นอยู่กับผลงานของเจ้า
          – การลงโทษจะต้องเท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
 
กลยุทธ์ที่ 11 : การใช้อารมณ์ อย่าให้อารมณ์ครอบงำ
          – ผู้ปกครองควรมีบุคลิกลักษณะที่สง่าผ่าเผย และไม่หงุดหงิดง่าย
          – ผู้ปกครองต้องระมัดระวังบุคลิกของตัวเองและควบคุมตัวเองให้ได้
          – ผู้ปกครองอาจแสดงความไม่พอใจได้ แต่ต้องไม่เกรี้ยวกราด
          – ผู้ปกครองอาจจะสนุกสนานร่าเริงได้ แต่ต้องไม่เกินเหตุ
          – ผู้ปกครองไม่ควรเอาผลประโยชน์ของชาติไปเสี่ยงเพราะต้องการระบายความแค้นส่วนตัว
          – ผู้ปกครองไม่ควรหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องส่วนตัวจนละเลยการบริหารประเทศ

กลยุทธ์ที่ 12 : การจัดการความวุ่นวาย : จงรอบคอบเมื่อต้องรับมือกับสถานการณ์ที่วุ่นวาย
Q : ถ้าการบริหารราชสำนักเกิดความสับสนวุ่นวาย ต้องแก้ปัญหาอย่างไร ?
A : ข้อแรก ปลดขุนนางที่มีมากเกินไปออก แล้วบังคับใช้ระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด
         – ถ้าการปฎิรูปไม่ได้ทำอย่างเหมาะสม หรือ หุนหันพลันแล่นเกินไป จะยิ่งทำให้เกิดความระส่ำระสายมากขึ้น
         – การปฏิรูปต้องทำอย่างรอบคอบ สอดคล้องตามสภาวการณ์ของประเทศและความต้องการของประชาชน

กลยุทธ์ที่ 13 : ความรู้และการออกคำสั่ง : ทำตัวเองให้ดีก่อน ก่อนจะออกคำสั่งกับผู้อื่น
          – ผู้ปกครองประเทศที่ทำอะไรตามสบาย แต่กลับเข้มงวดกับลูกน้องของตน ถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง
          – ผู้ปกครองที่เข้มงวดกับตัวเองก่อนออกคำสั่งกับลูกน้อง ถือเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
          – ผู้ปกครองที่ดีแต่สั่งลูกน้อง โดยที่ตัวเองไม่เคยทำเลย จะสั่งลูกน้องให้ทำตามคำสั่งได้ยาก และเมื่อลูกน้องเพิกเฉยต่อคำสั่งก็จะเกิดความระส่ำระสายขึ้น
          – ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทำตัวเองให้ถูกต้อง แล้วค่อยออกคำสั่งกับผู้อื่น นี่เป็นหลักการง่าย ๆ ที่ได้ผลสำหรับความเป็นผู้นำ แต่ก็มักจะถูกมองข้ามไป

กลยุทธ์ที่ 14 : การจัดการกับปัญหาดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อยุติปัญหาตั้งแต่แรกเริ่ม
          – ประเทศต้องมีกฎหมายเช่นเดียวกับบ้านต้องกฎระเบียบ เมื่อกฎหมายและกฎระเบียบถูกกำหนดขึ้นมาแล้ว ทุกคนต้องปฏิบัติตาม

กลยุทธ์ที่ 15 : วิสัยทัศน์ : มองการณ์ไกลและวางแผนอย่างรอบคอบ
          – ผู้ปกครองที่ขาดวิสัยทัศน์ หรือไม่มีการวางแผนอย่างรอบคอบจะต้องเผชิญกับความยุ่งยาก
          – ความหวังของประชาชนอยู่ที่ผู้ปกครองประเทศ ถ้าผู้ปกครองประเทศไม่สนใจอนาคตของชาติ หรือไม่วางแผนเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ผลกรรมที่ทำเอาไว้ก็จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
          – ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เราต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อความสำเร็จ

กลยุทธ์ที่ 16 : การสังเกต : อุทิศตนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ
          – เราไม่จำเป็นต้องไปอาบน้ำถึงแม่น้ำ ตราบใดที่เราสามารถชำระล้างสิ่งสกปกครองออกจากตัวเองได้
          – ม้าไม่จำเป็นต้องเป็นม้าสายพันธุ์ดี ตราบใดที่มันสามารถวิ่งได้เร็ว
          – ถ้าเสนาบดี หรือ ขุนพลของเราฉลาดและมีความสามารถเพียงพอ ก็ไม่จำเป็นต้องไปเอานักปราชญ์มารับตำแหน่ง
          – ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น ผู้ที่มีความมุ่งมั่นย่อมประสบความสำเร็จ
          – ผู้ปกครองประเทศ ควรนำความสามารถหลากหลายของราษฎรมาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ
          – แต่ละคนจะมีประสบการณ์และความสามารถแตกต่างกันไป ผู้นำที่ฉลาดต้องรู้จักใช้ความสามารถที่หลากหลายของบุคคลเพื่อเอาชนะอุปสรรคที่ยากลำบาก
          – ดูเหมือนว่าทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรยอมแพ้เสียง่าย ๆ

กลยุทธ์การบริหารงานบุคคลทั้ง 16 กลยุทธ์ของขงเบ้งที่กล่าวมานี้ ผู้บริหารองค์กรทุกระดับ รวมถึงผู้บริหารโรงเรียน สามารถนำไปใช้ในการบริหารงานบุคคล ในโรงเรียนได้เช่นกัน

ที่มา : http://www.gotoknow.org/posts/496734

 



บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave a Comment